Focus กับงานของคุณยังไง ในวันที่มีแต่สิ่งรบกวนสมาธิ
การจะเดินไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้นั้น ย้อมต้องมีอุปสรรคกันทุกคน อุปสรรคที่มีเข้ามาก็เหมือนเป็นบททดสอบให้เราได้ออกแรง แสดงฝีมือในการ จัดการ รับมือ แก้ไข ให้ผ่านอุปสรรคแต่ละอย่าง เพื่อให้เข้าใกล้จุดหมายหรือเป้าหมายที่เราต้องการ
ผมนั่งทำงานอย่างตั้งใจ ด้วยความขยันและมุ่งมั่น แต่พอรู้ตัวอีกที หน้าจอผมก็เต็มไปด้วยเพื่อนๆใน Facebook ซะอย่างนั้น บางครั้งมันเผลอเข้ามานั่งอ่าน Facebook โดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเลย แบบนี้ก็น่าจะเรียกว่ามันเป็นอุปสรรคยอดนิยม อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ในยุคที่สังคมออนไลน์ได้รับความนิยมแบบสุดๆอย่างนี้ ปัญหามันอาจจะมาจากที่ผมเองไม่ได้ตั้งใจมากพอ ทำให้เสียสมาธิไปกับ Notifications ต่างๆ ง่ายเกินไป แต่ผมคิดว่าหลายคนที่ใช้เวลา ออนไลน์ อยู่หน้าจอทั้งวันก็เป็นเหมือนกัน
ไปเจอ MindMap ของฝรั่งเค้าคิดหาทางแก้ไขเรื่องนี้ไว้ เผื่อจะมีประโยชน์เลยเอามาแชร์กันดูครับ ไม่ใช่วิธีการอะไรที่เราไม่เคยรู้ เรื่องจัดการเวลา จัดการสิ่งรบกวนง่ายๆ เลยครับ ก็ลองปรับกันดูนะครับ ถ้าเรื่องพวกนี้ไม่ได้ถ่วงอะไรเรามาก อาจจะมองข้ามมันไปก็ได้ แต่ถ้ามันเข้าขั้นเสพติด เสียเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ ที่สำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องรีบจัดการมันซะเดี๋ยวนี้ เพราะเวลามันมีต้นทุนนะครับ
Street iPhoneography ดูเอาแรงบันดาลใจ
ผมชอบมากเลย สำหรับแรงบันดาลใจของชายคนนี้ Richard Koci Hernandez เจ้าของรางวัล Emmy award-winning multimedia journalist and iPhoneographer สาวก iPhone ที่ชอบถ่ายรูปอย่าพลาด ต้องไปลองออกไปหามุมมองใหม่ๆ ตามท้องถนนบ้านเราบ้างแล้ว
Tip การถนอมสายตาจากการเสพติดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน
สำหรับพวกเราชาวคณะ ที่เสพติดข่าวสาร ทั้งในชีวิตการงาน และในชีวิตส่วนตัว ที่ต้องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา พ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาต่อที่หน้าจอ tablet จาก tablet ตามมาด้วยจอมือถืออีก ในแต่ละวันเราใช้สายตาไปกับการมองจอ เป็นเวลาเยอะมากเลย ถึงเวลาที่ต้องมาคิดถึงการยืดอายุการใช้งานของมันกันบ้างได้แล้วนะครับ ถึงมันจะรับประกันตลอดอายุการใช้งาน แต่ถ้ามันเป็นอะไรไป อะไหล่ไม่มีเปลี่ยน การรักษาซ่อมแซมคงจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่อยากคิดถึงแน่ๆ
วันนี้ไปเจอ infographic ตัวนึงครับ เห็นว่ามีประโยชน์มากทีเดียวกับเรื่อง เทคนิคการยืดอายุการใช้งานของตา (ที่หาได้เกี่ยวกับยายไม่) ลองอ่านกันดูครับ
โลกมันกลม-ทฤษฎีหกช่วงคน (Six Degrees of Separation)
ไม่ได้อัพเดท blog มานานมาก ช่วงนี้มีเวลาเยอะ เพราะนั่งติดตาม หาความรู้เรื่องของ social media ตั้งใจว่าต้องใช้มันหากินซักที ตอนที่กำลังเติมความรู้เรื่องพวกนี้ ก็ไปเจอกับเรื่องราวของ ทฤษฎีหนึ่งที่พูดถึงเรื่องโลกกลม กลมในที่นี้หมายถึง อาการโลกกลม ซึ่งมันจะเกิดตอนที่เราเจอใครสักคนแล้วแบบว่า “เฮ้ยย รู้จัก แฟนกรูด้วย” หรือแบบ “เพื่อนของเพื่อนนี่เอง” หรือประมาณ “คนกันเองทั้งนั้น” งงกันไหม … เอาเป็นว่าไปอ่านเรื่อง ทฤษฎีที่ว่ากัน
กลับมาอีกแล้ว weloveblog
วันนี้ตั้งใจหยุดงาน คิดว่าจะพักผ่อนสบายๆ ไม่คิดเรื่องงาน เรื่องเว็บ เรื่อง google เรื่อง yahoo เรื่อง bing ให้ปวดหัว แต่มาคิดขึ้นได้ว่า blog ของเราเองยังด๋อยมาตั้ง 3-4 เดือนแล้ว คิดได้ดังนั้นก็เลยมาจัดการสร้าง blog ในโฮสใหม่ซะเลย
พูดถึงเรื่อง blog แล้ว ทำให้คิดย้อนกลับไปว่าเราทำ blog มานานเท่าไหร่แล้ว ถึงจะไม่ค่อยได้อัพเดทก็เถอะ ฮ่าๆ นานพอสมควรเลย ต้องย้อนไปในช่วงที่ เว็บไดอารี่กำลังดัง ผมก็เริ่มเขียนเว็บไดอารี่ช่วงนั้นเลย ยุคแรกๆ ช่วงต้นๆ เลยก็ว่าได้ จำได้ว่าตอนเริ่มนั้น ใช้ชื่อโดเมนว่า zyberbeing.com เขียนมันเกือบทุกวัน มีเพื่อนที่เขียนไดอารี่อยู่เยอะพอสมควร แลกลิงค์กันสนุกสนาน ในตอนนั้นเท่าที่จำได้จะมีเว็บไดอารี่ที่ผมรู้จักก็ thaidiarist.com เว็บคุณเก่ง keng.com เว็บของคุณนก diaryaddict.com แล้วก็ที่ยังเจอกันใน social แบบที่ผมจำได้ก็ patsonic.com
ก่อนจะมาเป็น กรรมกร ออนไลน์เต็มตัว!!
พาด หัวซะดูดีเลย “อิสระภาพของชีวิต และความคิด” มันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของผมในตอนนี้เองครับ กำลังลงมือสร้างอิสรภาพส่วนตัว ในหลายๆ ด้าน ถึงตอนนี้ก็ถือได้ว่าดีกว่าที่คิดไว้หลายเท่า หลังจากสิ่งที่ลงมือทำมาในหลายๆ ปี ที่ผ่านมา สะกดคำว่า “ประสพความสำเร็จ” ไม่ได้เลย การตัดสินใจเมื่อต้นปี ที่คว้าเอาโอกาสนั้นไว้ เมื่อมันผ่านเข้ามา เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และได้ตัดสินใจดำดิ่งลงลึกไปกับมัน โดยที่ต้องทนแรงเสียดทานจากคนรอบข้าง ที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำอยู่ การตัดสินใจครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นโต สำหรับเด็กโข่งวัยเลยสามสิบมาหนึ่งขวบ อย่างผมคนนี้เลยก็ว่าได้
ความเข้าใจที่ไม่เคยได้เข้าใจ
ผมเดินออกจากลิฟท์ เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก เท้าทั้งสองข้างพยายามเบี่ยงเบนพาร่างกายเดินตรงไปที่หน้าต่าง แทนที่จะเดินเข้าห้องทำงานเหมือนที่เคย วันนี้คืออีกวันในฤดูฝน ที่ผมต้องเสียใจกับเรื่องซ้ำซาก เรื่องซ้ำซากที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอย่างร้ายกาจ จนต่อมน้ำตาต้องออกแรงทำงานกันอีกครั้ง
ฝนตกปอยๆ ผมยืนอยู่ริมหน้าต่างของตึกชั้นที่ 7 ลมจากภายนอกอาคารพัดหอบเอาฝนเม็ดน้อย เข้ามาไล้สองแก้ม ท่าทีเหมือนจะปาดน้ำตาบนหน้าใบเศร้าใบนี้ ผมคิดขอบคุณลมและเม็ดฝนอยู่ในใจ ถึงแม้มันจะไม่สามารถทำให้ผมตื่นจากความรู้สึกแย่ๆ ได้ก็ตาม อย่างน้อยมันก็ยังมีน้ำใจกว่าใครบางคน ที่คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับผลที่เกิดขึ้นกับผมครั้งนี้
Out of Control
เมื่อวานได้ยินข่าวสะพานข้ามแม่น้ำถล่มในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา สาเหตุจากรายงานข่าวบอกว่าอาจเป็นเพราะความเก่าแก่ที่ใช้งานมาถึง 40 ปี ซึ่งเหตุเกิดช่วงชั่วโมงเร่งด่วน คาดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่า 9 ศพ เนื่องจากยังสูญหายอีก 20 คน และได้รับบาดเจ็บไปอีกประมาณ 60 คน ฟังแล้วชวนให้สยอง เรื่องที่ไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ น่าคิดไหมครับว่าทำไม เรื่องแค่นี้ มนุษย์เราไม่สามารถควบคุมไม่ให้มันเกิดขึ้นได้
นับตั้งแต่การเริ่มต้นคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ คนเราก็ก้าวข้ามกำแพงชั้นแรกเข้าสู่การควบคุมธรรมชาติ เราสามารถควบคุมและสั่งการสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างที่ใจเราต้องการ มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับกำลังเทคโนโลยีที่เรามี เราสามารถพาตัวเองไปที่ไหนต่อไหนก็ได้โดยพาหนะในรูปแบบต่างๆ เวลาที่เราขับรถเราก็สามารถควบคุมรถให้วิ่งเร็ว วิ่งช้า เบรค เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา การได้มาซึ่งการควบคุมอะไรสักอย่าง บางครั้งอาจจะต้องใช้การลงทุนอันแสนแพง และอาจจะต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกในระยะหนึ่ง แต่สำหรับเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ ไม่ว่าเราจะใช้กำลังทุนและเวลาเท่าไหร่ก็ตาม
Love is the source of life
เขียนต่อตอนกลางวัน
เค้าว่ากันว่ามีลูกหนึ่งคนจะจนไปสิบแปดปี….โห
ก็น่าจะจริงนะ ไหนจะค่าเลี้ยงดูต่างๆ ค่านม ค่าผ้าอ้อม โตมาอีกหน่อยถ้าเป็นลูกผู้หญิงเหมือนผมคงหนีไม่พ้นค่าแฟชั่นต่างๆ เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ โทรศัพท์มือถือ และอีกเพียบ แค่คิดต่อมหาเงินก็เริ่มรวนแล้ว
เดิมทีสมัยที่ผมเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ผมเป็นคนที่อยากมีลูกมากๆ อาจจะเป็นเพราะว่าครอบครัวผมอบอุ่นมาก หรือเรียกได้ว่ามากที่สุด ซึ่งส่งผลให้ผมเป็นคนรักครอบครัว เมื่อแต่งงานมีครอบครัวเข้าจริงๆ ก็อยากจะมีสมาชิกตัวน้อยๆ เลย จะได้เป็นครอบครัวจริงๆ ซะที และแล้ววันหนึ่งครอบครัวผมก็สมบูรณ์ วันนั้นคำว่าพ่อคนได้เข้ามาเคาะประตูบ้านเบาๆ และบอกกับเราสองคน ผมกับแฟน ผ่านกระดาษลิตมัสที่เค้าใช้ตรวจการตั้งครรภ์ ว่าอีกไม่น่าจะเกินเก้าเดือน เราจะมีลูกแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุในขณะนั้น 27 ปี ที่ชีวิตมีแต่เรื่องดีๆ จะมีเรื่องไหนที่จะทำให้ดีใจได้เท่านี้ ชนิดที่ว่าความปิคิ ยินดี ไหลอาบเต็มสี่ห้องของหัวใจ วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าผมตัวใหญ่แค่ไหน เหมือนไฟทุกดวงส่องมาที่ผมเพียงคนเดียว สิ่งที่ยากอย่างเดียวในตอนนั้นคือ ผมจะกดโทรศัพท์บอกใครก่อนดี โทรหาคุณพ่อ หรือโทรหาคุณแม่ก่อน …
Happy is all around
เชื่อไหมครับว่าความสุข เราสามารถแบ่งปันกันได้ ผมเชื่อนะ แล้วก็เชื่อมานานแล้วด้วย…
ความสุข เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดที่แสดงถึงความรู้สึกดีๆ แต่บางครั้ง ความสุข ก็ไปอยู่ผิดที่ ผิดทางกลายเป็น ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น หรือความสุขชั่ววูบ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ความสุขก็ยังเป็นความที่คนทุกคนต้องการ แล้วจะทำอย่างไรเราถึงจะได้ความสุขชิ้นโตมาครอบครองกันหละ
จริงๆ แล้วเราทุกคนรู้ดีว่า ความสุข นั้นมันก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี่แหละ ผมรู้ และคุณก็รู้ อยู่ที่เราเองว่าเราจะจัดการกับสิ่งรอบตัวอย่างไรให้ได้รับความสุข ไม่ยากหรอกครับถ้าอยากมีความสุข แต่ถ้ามันเกิดยากขึ้นมา ก็ตัวเราเองนี่แหละที่มักจะทำให้มันยากกันไปเอง ยกตัวอย่างเรื่องที่ทำให้ผมมีความสุขเรื่องหนึ่ง เรื่องเล็กๆ ครับคุณรู้ไหมว่า มาม่าคัพ ถ้วยหนึ่งเนี้ยทำให้คนในครอบครัวผมสองคนมีความสุขได้ แม่ผมแลกซื้อมาด้วยเงินเพียง 9 บาท (จากราคาเต็ม 12 บาท) แม่ผมมีความสุขมากที่ประหยัดเงินไปถึง 3 บาท ปลาบปลื้มกันไป และตอนที่ผมกำลังพิมพ์เรื่องนี้อยู่ ผมก็เปิดฝากดน้ำร้อนใส่ รอให้ได้ที่ แล้วละเลียดอย่างเมามันส์ เพราะผมกำลังหิว ง่ายไหมครับ ความสุขจากเงิน 9 บาท จากมาม่าคัพ หนึ่งถ้วย เรื่องเล็กๆ แบบนี้ ความสุขเล็กๆ อย่าไปมองข้ามมันนะครับ






