<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>weloveblog</title>
	<atom:link href="http://weloveblog.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://weloveblog.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Sep 2011 01:35:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>Focus กับงานของคุณยังไง ในวันที่มีแต่สิ่งรบกวนสมาธิ</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/focus-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/focus-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Sep 2011 01:35:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[MindMap]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[อุปสรรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/my-life/focus-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1/</guid>
		<description><![CDATA[การจะเดินไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้นั้น ย้อมต้องมีอุปสรรคกันทุกคน อุปสรรคที่มีเข้ามาก็เหมือนเป็นบททดสอบให้เราได้ออกแรง แสดงฝีมือในการ จัดการ รับมือ แก้ไข ให้ผ่านอุปสรรคแต่ละอย่าง เพื่อให้เข้าใกล้จุดหมายหรือเป้าหมายที่เราต้องการ ผมนั่งทำงานอย่างตั้งใจ ด้วยความขยันและมุ่งมั่น แต่พอรู้ตัวอีกที หน้าจอผมก็เต็มไปด้วยเพื่อนๆใน Facebook ซะอย่างนั้น บางครั้งมันเผลอเข้ามานั่งอ่าน Facebook โดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเลย แบบนี้ก็น่าจะเรียกว่ามันเป็นอุปสรรคยอดนิยม อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ในยุคที่สังคมออนไลน์ได้รับความนิยมแบบสุดๆอย่างนี้ ปัญหามันอาจจะมาจากที่ผมเองไม่ได้ตั้งใจมากพอ ทำให้เสียสมาธิไปกับ Notifications ต่างๆ ง่ายเกินไป แต่ผมคิดว่าหลายคนที่ใช้เวลา ออนไลน์ อยู่หน้าจอทั้งวันก็เป็นเหมือนกัน ไปเจอ MindMap ของฝรั่งเค้าคิดหาทางแก้ไขเรื่องนี้ไว้ เผื่อจะมีประโยชน์เลยเอามาแชร์กันดูครับ ไม่ใช่วิธีการอะไรที่เราไม่เคยรู้ เรื่องจัดการเวลา จัดการสิ่งรบกวนง่ายๆ เลยครับ ก็ลองปรับกันดูนะครับ ถ้าเรื่องพวกนี้ไม่ได้ถ่วงอะไรเรามาก อาจจะมองข้ามมันไปก็ได้ แต่ถ้ามันเข้าขั้นเสพติด เสียเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ ที่สำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องรีบจัดการมันซะเดี๋ยวนี้ เพราะเวลามันมีต้นทุนนะครับ ที่มา http://learningfundamentals.com.au/]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การจะเดินไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้นั้น ย้อมต้องมีอุปสรรคกันทุกคน อุปสรรคที่มีเข้ามาก็เหมือนเป็นบททดสอบให้เราได้ออกแรง แสดงฝีมือในการ จัดการ รับมือ แก้ไข ให้ผ่านอุปสรรคแต่ละอย่าง เพื่อให้เข้าใกล้จุดหมายหรือเป้าหมายที่เราต้องการ </p>
<p>ผมนั่งทำงานอย่างตั้งใจ ด้วยความขยันและมุ่งมั่น แต่พอรู้ตัวอีกที หน้าจอผมก็เต็มไปด้วยเพื่อนๆใน Facebook ซะอย่างนั้น บางครั้งมันเผลอเข้ามานั่งอ่าน Facebook โดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเลย แบบนี้ก็น่าจะเรียกว่ามันเป็นอุปสรรคยอดนิยม อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ในยุคที่สังคมออนไลน์ได้รับความนิยมแบบสุดๆอย่างนี้ ปัญหามันอาจจะมาจากที่ผมเองไม่ได้ตั้งใจมากพอ ทำให้เสียสมาธิไปกับ Notifications ต่างๆ ง่ายเกินไป แต่ผมคิดว่าหลายคนที่ใช้เวลา ออนไลน์ อยู่หน้าจอทั้งวันก็เป็นเหมือนกัน </p>
<p>ไปเจอ MindMap ของฝรั่งเค้าคิดหาทางแก้ไขเรื่องนี้ไว้ เผื่อจะมีประโยชน์เลยเอามาแชร์กันดูครับ ไม่ใช่วิธีการอะไรที่เราไม่เคยรู้ เรื่องจัดการเวลา จัดการสิ่งรบกวนง่ายๆ เลยครับ ก็ลองปรับกันดูนะครับ ถ้าเรื่องพวกนี้ไม่ได้ถ่วงอะไรเรามาก อาจจะมองข้ามมันไปก็ได้ แต่ถ้ามันเข้าขั้นเสพติด เสียเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ ที่สำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องรีบจัดการมันซะเดี๋ยวนี้ เพราะเวลามันมีต้นทุนนะครับ</p>
<p><a href="http://weloveblog.com/wp-content/uploads/2011/09/Focus-mindmap-for-web.jpg"><img style="background-image: none; border-bottom: 0px; border-left: 0px; margin: 10px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top: 0px; border-right: 0px; padding-top: 0px" title="Focus-mindmap-for-web" border="0" alt="Focus-mindmap-for-web" src="http://weloveblog.com/wp-content/uploads/2011/09/Focus-mindmap-for-web_thumb.jpg" width="513" height="374" /></a></p>
<p>ที่มา <a title="http://learningfundamentals.com.au/" href="http://learningfundamentals.com.au/">http://learningfundamentals.com.au/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/focus-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Street iPhoneography ดูเอาแรงบันดาลใจ</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-post/street-iphoneography/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-post/street-iphoneography/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Aug 2011 13:31:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Post]]></category>
		<category><![CDATA[iPhoneography]]></category>
		<category><![CDATA[Richard Koci Hernandez]]></category>
		<category><![CDATA[street photography]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/my-post/street-iphoneography/</guid>
		<description><![CDATA[ผมชอบมากเลย สำหรับแรงบันดาลใจของชายคนนี้ Richard Koci Hernandez เจ้าของรางวัล Emmy award-winning multimedia journalist and iPhoneographer สาวก iPhone ที่ชอบถ่ายรูปอย่าพลาด ต้องไปลองออกไปหามุมมองใหม่ๆ ตามท้องถนนบ้านเราบ้างแล้ว &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมชอบมากเลย สำหรับแรงบันดาลใจของชายคนนี้ Richard Koci Hernandez เจ้าของรางวัล Emmy award-winning multimedia journalist and iPhoneographer สาวก iPhone ที่ชอบถ่ายรูปอย่าพลาด ต้องไปลองออกไปหามุมมองใหม่ๆ ตามท้องถนนบ้านเราบ้างแล้ว <img src='http://weloveblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>&#160;</p>
<p> <iframe height="298" src="http://player.vimeo.com/video/27208029" frameborder="0" width="530"></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-post/street-iphoneography/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Tip การถนอมสายตาจากการเสพติดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-post/eyestrain-infographic/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-post/eyestrain-infographic/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Aug 2011 00:57:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Post]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[การถนอมสายตา]]></category>
		<category><![CDATA[สายตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/my-post/tip-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9e/</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับพวกเราชาวคณะ ที่เสพติดข่าวสาร ทั้งในชีวิตการงาน และในชีวิตส่วนตัว ที่ต้องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา พ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาต่อที่หน้าจอ tablet จาก tablet ตามมาด้วยจอมือถืออีก ในแต่ละวันเราใช้สายตาไปกับการมองจอ เป็นเวลาเยอะมากเลย ถึงเวลาที่ต้องมาคิดถึงการยืดอายุการใช้งานของมันกันบ้างได้แล้วนะครับ ถึงมันจะรับประกันตลอดอายุการใช้งาน แต่ถ้ามันเป็นอะไรไป อะไหล่ไม่มีเปลี่ยน การรักษาซ่อมแซมคงจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่อยากคิดถึงแน่ๆ &#160; วันนี้ไปเจอ infographic ตัวนึงครับ เห็นว่ามีประโยชน์มากทีเดียวกับเรื่อง เทคนิคการยืดอายุการใช้งานของตา (ที่หาได้เกี่ยวกับยายไม่) ลองอ่านกันดูครับ &#160; ที่มา:http://mashable.com/2011/08/06/eyestrain-infographic/]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับพวกเราชาวคณะ ที่เสพติดข่าวสาร ทั้งในชีวิตการงาน และในชีวิตส่วนตัว ที่ต้องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา พ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาต่อที่หน้าจอ tablet จาก tablet ตามมาด้วยจอมือถืออีก ในแต่ละวันเราใช้สายตาไปกับการมองจอ เป็นเวลาเยอะมากเลย ถึงเวลาที่ต้องมาคิดถึงการยืดอายุการใช้งานของมันกันบ้างได้แล้วนะครับ ถึงมันจะรับประกันตลอดอายุการใช้งาน แต่ถ้ามันเป็นอะไรไป อะไหล่ไม่มีเปลี่ยน การรักษาซ่อมแซมคงจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่อยากคิดถึงแน่ๆ</p>
<p>&#160;</p>
<p>วันนี้ไปเจอ infographic ตัวนึงครับ เห็นว่ามีประโยชน์มากทีเดียวกับเรื่อง เทคนิคการยืดอายุการใช้งานของตา (ที่หาได้เกี่ยวกับยายไม่) ลองอ่านกันดูครับ</p>
<p>  <span id="more-109"></span>
<p><a href="http://weloveblog.com/wp-content/uploads/2011/08/healthy-eyes-digital-world21.jpg"><img style="background-image: none; border-right-width: 0px; margin: 10px; padding-left: 0px; padding-right: 0px; display: inline; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; padding-top: 0px" title="healthy-eyes-digital-world2" border="0" alt="healthy-eyes-digital-world2" src="http://weloveblog.com/wp-content/uploads/2011/08/healthy-eyes-digital-world2_thumb1.jpg" width="530" height="3614" /></a></p>
<p>&#160;</p>
<p>ที่มา:http://mashable.com/2011/08/06/eyestrain-infographic/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-post/eyestrain-infographic/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลกมันกลม-ทฤษฎีหกช่วงคน (Six Degrees of Separation)</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/six-degrees-of-separation/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/six-degrees-of-separation/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Aug 2011 15:19:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>
		<category><![CDATA[affiliate]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Six Degrees]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/?p=89</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้อัพเดท blog มานานมาก ช่วงนี้มีเวลาเยอะ เพราะนั่งติดตาม หาความรู้เรื่องของ social media ตั้งใจว่าต้องใช้มันหากินซักที ตอนที่กำลังเติมความรู้เรื่องพวกนี้ ก็ไปเจอกับเรื่องราวของ ทฤษฎีหนึ่งที่พูดถึงเรื่องโลกกลม กลมในที่นี้หมายถึง อาการโลกกลม ซึ่งมันจะเกิดตอนที่เราเจอใครสักคนแล้วแบบว่า &#8220;เฮ้ยย รู้จัก แฟนกรูด้วย&#8221; หรือแบบ &#8220;เพื่อนของเพื่อนนี่เอง&#8221; หรือประมาณ &#8220;คนกันเองทั้งนั้น&#8221;  งงกันไหม &#8230; เอาเป็นว่าไปอ่านเรื่อง ทฤษฎีที่ว่ากัน ทฤษฎีหกช่วงคน หรือ Six Degrees of Separation นี้มีที่มาดั้งเดิมจาก นักเขียนชาวฮังการี่ นาม Frigyes Karinthy ซึ่งได้จินตนาการล้ำลึกไปว่า หากสุ่มคนบนโลกใบนี้อย่างมั่วๆ ขึ้นมา สองคน จะพบว่าคนทั้งสองสามารถจะรู้จักกันได้ผ่านการเช็คแฮนด์ไม่เกินห้าช่วงคน (ค.ศ.1929) ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น สุ่มเลือก ยายไฮ กับ ฮิลลารี่ ช่วงคนที่หนึ่ง : ยายไฮ เคยออกรายการของ คุณสรยุทธ ช่วงคนที่สอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a rel="attachment wp-att-99" href="http://weloveblog.com/my-life/six-degrees-of-separation/attachment/celebration/"><img class="alignnone size-full wp-image-99" title="Celebration" src="http://weloveblog.com/wp-content/uploads/2011/08/Holding-hands512.jpg" alt="" width="512" height="167" /></a></p>
<p>ไม่ได้อัพเดท blog มานานมาก ช่วงนี้มีเวลาเยอะ เพราะนั่งติดตาม หาความรู้เรื่องของ social media ตั้งใจว่าต้องใช้มันหากินซักที ตอนที่กำลังเติมความรู้เรื่องพวกนี้ ก็ไปเจอกับเรื่องราวของ ทฤษฎีหนึ่งที่พูดถึงเรื่องโลกกลม กลมในที่นี้หมายถึง อาการโลกกลม ซึ่งมันจะเกิดตอนที่เราเจอใครสักคนแล้วแบบว่า &#8220;เฮ้ยย รู้จัก แฟนกรูด้วย&#8221; หรือแบบ &#8220;เพื่อนของเพื่อนนี่เอง&#8221; หรือประมาณ &#8220;คนกันเองทั้งนั้น&#8221;  งงกันไหม &#8230; เอาเป็นว่าไปอ่านเรื่อง ทฤษฎีที่ว่ากัน</p>
<p><span id="more-89"></span></p>
<blockquote><p>ทฤษฎีหกช่วงคน หรือ Six Degrees of Separation นี้มีที่มาดั้งเดิมจาก นักเขียนชาวฮังการี่ นาม Frigyes Karinthy ซึ่งได้จินตนาการล้ำลึกไปว่า หากสุ่มคนบนโลกใบนี้อย่างมั่วๆ ขึ้นมา สองคน จะพบว่าคนทั้งสองสามารถจะรู้จักกันได้ผ่านการเช็คแฮนด์ไม่เกินห้าช่วงคน (ค.ศ.1929)</p>
<p>ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น สุ่มเลือก ยายไฮ กับ ฮิลลารี่<br />
ช่วงคนที่หนึ่ง : ยายไฮ เคยออกรายการของ คุณสรยุทธ<br />
ช่วงคนที่สอง : คุณสรยุทธ เคย สัมภาษณ์ อดีตนายกทักษิณ<br />
ช่วงคนที่สาม : อดีตนายกทักษิณ รู้จักกับ บุช<br />
ช่วงคนที่สี่ : บุช รู้จักกันดีกับ ฮิลลารี่<br />
เท่ากับว่า ยายไฮ และ ฮิลลารี่ สามารถจะรู้จักกันได้ห่างกันเพียง สี่ช่วงการเช็คแฮนด์เท่านั้นเอง</p>
<p>38 ปีต่อมา ในปีค.ศ.1967 นักสังคมจิตวิทยาคนหนึ่งได้นำแนวคิดนี้มาศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงจิตนาการเพ้อเจ้อลอยลมของนักเขียนอีกต่อไป</p>
<p>สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการทดลอง โดยการสุ่มคนจากรัฐแคนซัสและเนบราสก้า ราว 300 คน เพื่อให้คนกลุ่มนี้ส่งเอกสารไปถึง ‘เป้าหมาย’ ที่เป็นคนเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยชาวเมืองแคนซัสและเนสบราสก้าผู้ได้รับโจทย์ดังกล่าวจะใช้วิธีส่งต่อ เอกสารไปยังผู้ที่ตนคาดว่าจะรู้จักกับเป้าหมายต่อกันไปเป็นทอดๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้</p>
<p>* ผู้ที่ได้รับเอกสาร (จดหมาย) จะต้องเขียนชื่อของตัวเองลงไปที่มุมด้านล่างของจดหมาย (เพื่อจะได้ทราบว่าจดหมายผ่านมือใครบ้าง)</p>
<p>* ผู้ที่ได้รั บเอกสาร (จดหมาย) จะต้องนำโปสการ์ดที่บรรจุอยู่ในซอง ส่งกลับถึง มิลแกรม เพื่อที่เขาจะได้ทราบว่าตอนนี้เอกสารฉบับนั้นอยู่ในเส้นทาง และกระบวนการขั้นไหนแล้ว</p>
<p>* หากผู้ที่ได้รับเอกสาร (จดหมาย) รู้จักกับ ‘เป้าหมาย’ ที่กำหนดไว้ ให้ทำการส่งเอกสารนั้นถึงมือ ‘เป้าหมาย’ ทันที</p>
<p>* หากผู้ที่ได้รับเอกสาร (จดหมาย) ไม่รู้จักกับเป้าหมายเป็นการส่วนตัว ให้ส่งต่อเอกสารนั้นถึงคนที่ตนรู้จักที่คาดว่าจะรู้จักกับ ‘เป้าหมาย’ มากที่สุด</p>
<p>หลังจากทำการทดลองหลายครั้ง โดยเปลี่ยนเมืองต้นทางและปลายทางไปหลายๆ ที่ มิลแกรม ได้สรุปผลและรายงานว่า จำนวนคนกลางในการส่งเอกสารต่อเป็นทอด ๆ จนภารกิจเสร็จสิ้นนั้นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.5 หรือ ประมาณ 6 ซึ่งทำให้เกิดเป็นทฤษฎีหกช่วงคน หรือ Six Degrees of Separation นั่นเอง</p>
<p>แม้ทฤษฎี Six Degrees of Separation จะยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลแต่ก็มีผู้สนใจและเชื่อถือแนวคิดนี้เป็น จำนวนมาก ไม่นานนักแนวคิดนี้ก็ถูกนำมาสร้างเป็นละครบรอดเวย์ (ค.ศ.1991) และภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน ส่งผลให้ทฤษฎี Six Degrees of Separation เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว Six Degrees of Separation นี้ยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นเกมที่เรียกว่า Six Degrees of Kevin Bacon ด้วยแนวคิดที่ว่า ทุกคนต่างเชื่อว่า เควิน เบคอน เป็นศูนย์กลางของฮอลลีวู้ด ดังนั้น ถ้าจะโยงใครซักสองคนในวงการให้เกี่ยวข้องกัน ก็มักจะต้องมีเควิน เบคอนเป็นตัวกลางเสมอ (ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิครับ)</p>
<p>ที่น่าแปลกคือ ได้มีผู้ทดลองนำข้อมูลของดาราราว หนึ่งแสนคน ที่เกี่ยวข้อกับเควิน เบคอน มาหาช่วงระยะเช็คแฮนด์กัน พบว่าระยะห่างจากดาราทั้งหนึ่งแสนคนกับอีตาหมูสามชั้น เควิน เบคอน มีค่าเฉลี่ยออกมาเพียง 2.918 เท่านั้น</p>
<p>หลายปีต่อมาทฤษฎี Six Degrees of Separation นี้ก็ถูกนำมาทดลองเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งโดยใช้อีเมลเป็นตัวกลางในการทดสอบโดยดันแคน วัตต์ส (Duncan Watts) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และในปี 1998 ยังมีการศึกษา Degrees of Separation ระหว่าง website สอง website อีกด้วย ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นการขยายผลที่น่าติดตาม และก็คาดว่าคงจะมีการขยายผลในแง่อื่นตามมาในอีกเร็ววัน</p></blockquote>
<p>ที่เอามาให้อ่าน นั่นก็คือที่มาที่ไปของ ทฤษฎีโลกกลมๆ ถ้ามองเป็น Social Network เค้าก็จะบอกว่า คนใน cyberspace สามารถหาเส้นทางที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันได้โดยไม่เกิน 6 Link จากตรงนี้ดูเหมือนว่าถ้าเราเป็นคนใช้งาน Facebook คนอื่นๆ ใน Facebook ก็น่าจะหาความสัมพันธ์ที่มาเกี่ยวข้องกับเราได้แน่ๆ</p>
<p>ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราก็ไม่ได้ไกลจาก ว่าที่ลูกค้า ที่จะส่งทราฟฟิกมาเข้าเว็บเรา หรือมาซื้อของจาก affiliate Link ของเราแหงมๆ แต่ทำไงให้โยงกันมาเป็นลูกค้าได้นั่นอีกเรื่อง เห่อๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/six-degrees-of-separation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลับมาอีกแล้ว weloveblog</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-weloveblog-2/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-weloveblog-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2011 17:46:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>
		<category><![CDATA[blog]]></category>
		<category><![CDATA[weloveblog]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/my-life/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-weloveblog-2/</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ตั้งใจหยุดงาน คิดว่าจะพักผ่อนสบายๆ ไม่คิดเรื่องงาน เรื่องเว็บ เรื่อง google เรื่อง yahoo เรื่อง bing ให้ปวดหัว แต่มาคิดขึ้นได้ว่า blog ของเราเองยังด๋อยมาตั้ง 3-4 เดือนแล้ว คิดได้ดังนั้นก็เลยมาจัดการสร้าง blog ในโฮสใหม่ซะเลย พูดถึงเรื่อง blog แล้ว ทำให้คิดย้อนกลับไปว่าเราทำ blog มานานเท่าไหร่แล้ว ถึงจะไม่ค่อยได้อัพเดทก็เถอะ ฮ่าๆ นานพอสมควรเลย ต้องย้อนไปในช่วงที่ เว็บไดอารี่กำลังดัง ผมก็เริ่มเขียนเว็บไดอารี่ช่วงนั้นเลย ยุคแรกๆ ช่วงต้นๆ เลยก็ว่าได้ จำได้ว่าตอนเริ่มนั้น ใช้ชื่อโดเมนว่า zyberbeing.com เขียนมันเกือบทุกวัน มีเพื่อนที่เขียนไดอารี่อยู่เยอะพอสมควร แลกลิงค์กันสนุกสนาน ในตอนนั้นเท่าที่จำได้จะมีเว็บไดอารี่ที่ผมรู้จักก็ thaidiarist.com เว็บคุณเก่ง keng.com เว็บของคุณนก diaryaddict.com แล้วก็ที่ยังเจอกันใน social แบบที่ผมจำได้ก็ patsonic.com ต่อมาเมื่อกระแส blog เข้ามาผมก็ได้จดชื่อโดเมนผมใหม่มาเป็น weloveblg.com ในช่วงนี้จำได้แม่นอยู่คนนึงเลยน่าจะเริ่มทำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ตั้งใจหยุดงาน คิดว่าจะพักผ่อนสบายๆ ไม่คิดเรื่องงาน เรื่องเว็บ เรื่อง google เรื่อง yahoo เรื่อง bing ให้ปวดหัว แต่มาคิดขึ้นได้ว่า blog ของเราเองยังด๋อยมาตั้ง 3-4 เดือนแล้ว คิดได้ดังนั้นก็เลยมาจัดการสร้าง blog ในโฮสใหม่ซะเลย</p>
<p>พูดถึงเรื่อง blog แล้ว ทำให้คิดย้อนกลับไปว่าเราทำ blog มานานเท่าไหร่แล้ว ถึงจะไม่ค่อยได้อัพเดทก็เถอะ ฮ่าๆ นานพอสมควรเลย ต้องย้อนไปในช่วงที่ เว็บไดอารี่กำลังดัง ผมก็เริ่มเขียนเว็บไดอารี่ช่วงนั้นเลย ยุคแรกๆ ช่วงต้นๆ เลยก็ว่าได้ จำได้ว่าตอนเริ่มนั้น ใช้ชื่อโดเมนว่า zyberbeing.com เขียนมันเกือบทุกวัน มีเพื่อนที่เขียนไดอารี่อยู่เยอะพอสมควร แลกลิงค์กันสนุกสนาน ในตอนนั้นเท่าที่จำได้จะมีเว็บไดอารี่ที่ผมรู้จักก็ thaidiarist.com เว็บคุณเก่ง keng.com เว็บของคุณนก diaryaddict.com แล้วก็ที่ยังเจอกันใน social แบบที่ผมจำได้ก็ patsonic.com</p>
<p><span id="more-34"></span></p>
<p>ต่อมาเมื่อกระแส blog เข้ามาผมก็ได้จดชื่อโดเมนผมใหม่มาเป็น weloveblg.com ในช่วงนี้จำได้แม่นอยู่คนนึงเลยน่าจะเริ่มทำ blog มาก่อนผมสักพัก เค้าคือ john redtor แห่ง redtor.com นั่นเอง ถ้าสังเกตจะเห็น blog ผมอยู่ใน blogroll ของ redtor อยู่นะตอนนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ redtor ดังมากในวงการ internet marketing ใครจะไม่รู้จัก</p>
<p>สำหรับ weloveblog.com ตั้งแต่เริ่มจดโดเมนทำ blog มาตั้งแต่ปี 2006 ผมเขียนเนื้อหาลงไปเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพรรณาความรู้สึกนั่น โน่นนี่ เป็นเรื่องเป็นราว แต่พอเว็บหาย จากโฮสล่ม โฮสเจ๊ง ลืมต่ออายุ อะไรพวกนี้ทำให้ข้อมูลหายไปหลายรอบทีเดียว ไม่ได้มีการ back up ไว้เลยสักนิด จะมีเหลือก็แต่บางเรื่องที่พิมพ์ไว้ใน word ก่อน ซึ่งเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นของปีแรกๆ ที่เริ่มทำ เพราะเน็ตตอนนั้นยังอืดอยู่ เลยต้องพิมพ์ใน word แล้วค่อย copy ไปแปะบน blog เอา</p>
<p>ก็ไม่รู้ว่าจะได้อัพเดทบ่อยขนาดไหน แต่ทำมานานแล้ว จะให้หยุดทำไปเลยก็เหมือนชีวิตขาดอะไรไป จริงๆแล้ว รูปแบบการใช้ชีวิตและงานที่ทำของผม มันเหมาะมากกับการเขียน blog เลย มีเรื่องเยอะแยะให้ได้เขียน ได้เล่าตลอด ทั้งเรื่องงาน เรื่องเที่ยว เรื่องกิน มีตลอดทั้งปี ยังไงก็ติดตามกันดูนะครับ กะไว้ว่าปีนี้จะเขียนได้บ่อยกว่าปีที่แล้ว</p>
<p>- Posted using BlogPress from my iPad</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-weloveblog-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก่อนจะมาเป็น กรรมกร ออนไลน์เต็มตัว!!</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/my-freedom-life/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/my-freedom-life/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 Nov 2008 12:11:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>
		<category><![CDATA[im]]></category>
		<category><![CDATA[life]]></category>
		<category><![CDATA[work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[พาด หัวซะดูดีเลย “อิสระภาพของชีวิต และความคิด” มันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของผมในตอนนี้เองครับ กำลังลงมือสร้างอิสรภาพส่วนตัว ในหลายๆ ด้าน ถึงตอนนี้ก็ถือได้ว่าดีกว่าที่คิดไว้หลายเท่า หลังจากสิ่งที่ลงมือทำมาในหลายๆ ปี ที่ผ่านมา สะกดคำว่า “ประสพความสำเร็จ” ไม่ได้เลย การตัดสินใจเมื่อต้นปี ที่คว้าเอาโอกาสนั้นไว้ เมื่อมันผ่านเข้ามา เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และได้ตัดสินใจดำดิ่งลงลึกไปกับมัน โดยที่ต้องทนแรงเสียดทานจากคนรอบข้าง ที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำอยู่ การตัดสินใจครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นโต สำหรับเด็กโข่งวัยเลยสามสิบมาหนึ่งขวบ อย่างผมคนนี้เลยก็ว่าได้ หลัง จากกลับมาทำงานประจำอีกครั้ง เมื่อกลางปี 2007 รู้สึกว่าชีวิตเดินช้าลงหน่อย ค่อยยังชั่ว ได้หายใจหายคอสะดวก ทำงานเช้า เย็นกลับบ้าน ชีวิตสบายซ้ำซาก แบบนั้น มาได้สัก 5-6 เดือน เริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเองในวันข้างหน้า ลูกสาวอีก จะเป้นยังไง งานที่ทำก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนักหนา จากวันที่เริ่มคิด ก็ต่อยอดเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลงานที่ผมต้องการ โดยมีเงื่อนไขว่า งานนั้นต้องเกี่ยวข้องกับผู้ร่วมงานน้อยที่สุด เพราะผมทำงานกับใครลำบาก (จากประสบการณ์เสียเพื่อนไปหลายคน จากการทำธุรกิจร่วมกัน) ลงทุนต่ำ เพราะไม่มีเงินถังไปเสี่ยงที่ไหนอีกแล้ว ฟังดูเงื่อนไขเยอะ แต่นี่เป็นสุดยอดงานที่ผมอยากได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พาด หัวซะดูดีเลย “อิสระภาพของชีวิต และความคิด”  มันเป็นแนวทางดำเนินชีวิตของผมในตอนนี้เองครับ  กำลังลงมือสร้างอิสรภาพส่วนตัว ในหลายๆ ด้าน  ถึงตอนนี้ก็ถือได้ว่าดีกว่าที่คิดไว้หลายเท่า  หลังจากสิ่งที่ลงมือทำมาในหลายๆ ปี ที่ผ่านมา สะกดคำว่า “ประสพความสำเร็จ”  ไม่ได้เลย การตัดสินใจเมื่อต้นปี ที่คว้าเอาโอกาสนั้นไว้  เมื่อมันผ่านเข้ามา เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ  และได้ตัดสินใจดำดิ่งลงลึกไปกับมัน โดยที่ต้องทนแรงเสียดทานจากคนรอบข้าง  ที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำอยู่  การตัดสินใจครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นโต  สำหรับเด็กโข่งวัยเลยสามสิบมาหนึ่งขวบ อย่างผมคนนี้เลยก็ว่าได้</p>
<p><span id="more-39"></span></p>
<p>หลัง จากกลับมาทำงานประจำอีกครั้ง เมื่อกลางปี 2007  รู้สึกว่าชีวิตเดินช้าลงหน่อย ค่อยยังชั่ว ได้หายใจหายคอสะดวก ทำงานเช้า  เย็นกลับบ้าน ชีวิตสบายซ้ำซาก แบบนั้น มาได้สัก 5-6 เดือน  เริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเองในวันข้างหน้า ลูกสาวอีก จะเป้นยังไง  งานที่ทำก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนักหนา จากวันที่เริ่มคิด  ก็ต่อยอดเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลงานที่ผมต้องการ  โดยมีเงื่อนไขว่า งานนั้นต้องเกี่ยวข้องกับผู้ร่วมงานน้อยที่สุด  เพราะผมทำงานกับใครลำบาก (จากประสบการณ์เสียเพื่อนไปหลายคน  จากการทำธุรกิจร่วมกัน) ลงทุนต่ำ เพราะไม่มีเงินถังไปเสี่ยงที่ไหนอีกแล้ว  ฟังดูเงื่อนไขเยอะ แต่นี่เป็นสุดยอดงานที่ผมอยากได้ ตอนนั้นผมเรียกมันว่า  งานในอุดมคติ หรืองานในฝันนั่นเอง</p>
<p>สิ่งที่พี่ Gooบอกผม (ผมหมายถึงพี่ Google.com นะ)  ในช่วงที่ผมกำลังตามหางานในฝันอยู่นั้น ส่วนใหญ่  จะตรงกับงานที่พวกฝรั่งเรียกกันว่า “Internet Marketing” ฟังดูดีจังเลย  แต่เดี๋ยวก่อนน!! เมื่อปีที่แล้วผมเคยเสียเงิน พอสมควร กับการทำ เจ้า  “Internet Marketing” นี่หละ มันทำให้ผมแทบจะปฏิเสธสิ่งที่พี่ Goo  บอกในทันที!! แต่!! (แต่อีกแล้ว) กลับมาคิดอีกที ถ้ามันไม่ดี ทำไม มีข้อมูล  “Internet Marketing” พวกนี้อยู่ในระบบ google มากมายขนาดนี้….</p>
<p>หลังจากสงสัย ผมเลยทำการหาข้อมูลอย่างจริงจังในช่วงสิ้นปี 2007  โดยการเข้าไปไล่อ่านเว็บบอล์ดของกลุ่มคนไทย ที่ทำงานทางด้านนี้  และกลับไปเข้าเว็บที่เคยชวนผมเสียเงินเมื่อปีที่แล้ว  จากการหาข้อมุลแบบลืมวัน ลืมคืน ยิ่งได้เจอ ได้เห็นข้อมูล ที่มากขึ้นๆ  ก็รู้ว่างานนี้มันเหมาะกับเรามากๆ เห็นรายได้ของคนอื่นๆ แล้ว  ชวนให้เคลิ้มไปเลยทีเดียว …ว่าแต่ ว่า ผมจะทำได้แบบเค้าหรือป่าวว  ผมเจ๋งพอไหมที่จะกระโดดเข้าไปทำงานตรงนี้ … วินาทีนี้ สำคัญมากครับ  ทุกครั้งที่ผมตัดสินใจ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ เกือบ 100%  เป็นการตัดสินใจที่ผิด!!</p>
<p>ผ่านปีใหม่มาไม่กี่วัน ผมได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่ง  มาจากใครคนนึงที่ผมไม่รู้จัก แต่เคยได้ยินชื่อคนนี้มาผ่านๆ เท่าที่จำได้  เจ้าของอีเมล์คนนี้เป็นคนไทย ที่ทำเงินจากการประกอบอาชีพทางด้าน “Internet  Marketing” ในระดับล้านบาท ต่อเดือน จริงไม่จริงตอนนั้นไม่รู้ ฟังเค้ามา…  เนื่้อหาใน อีเมล์ ชักชวนให้มารวมกลุ่มในเว็บบอล์ดลับ ใต้ดิน!!! “อ่า  ใครจะทำงานแบบนี้ ต้องมีความลับด้วยวุ้ย!!” ผมอุทานในใจ  ด้วยความที่หาความรู้เรื่องเหล่านี้มาพอสมควร  บวกกับความที่เป็นคนถูกชักจูงได้ง่าย ผมเลยตัดสินใจเข้าร่วม  เว็บบอล์ดใต้ดิน แห่งนั้น!! งานนี้ผมเสียเงินอีกแล้ววว…</p>
<p>แต่คราวนี้ผมมาถูกทางครับ..</p>
<p>อิสระ ภาพของชีวิต และความคิด เริ่มเห็นชัดมากขึ้น ผมได้ทำในสิ่งที่ผมรัก  ผมมีพลังมหาศาล สามารถทำงานนั้นได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ผมมีความมั่นใจ ผมสนุกกับคืนวัน  ที่ได้คลุกอยู่กับสิ่งนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น คนเราจะเก่งไปทุกๆ อย่าง  มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หาหนทางที่เป็นของตัวเองดีกว่า ผมเชื่อครับว่า  คนเราส่วนใหญ่รู้ตัวเองดี ว่าอยากให้ชีวิตของตน เดินไปในรูปแบบไหน  ถ้าหนทางที่จะเดินไปยังจุดหมายที่ตั้งใจนั้น ในวันนี้ยังไม่เจอ  อย่าเพิ่งท้อ พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมของตัวเราเอง  ให้ส่งเสริมกับสิ่งที่เราต้องการ อย่าไปชะล่าใจกับชีวิตนะครับ</p>
<p>โอกาสมันไม่ได้เลือกเราครับ เราเองที่เป็นคนเลือกมัน เงื่อนไขมีนิดเดียว คุณพร้อมหรือป่าว เท่านั้น..</p>
<p>ปล. ผมไม่ได้มาโม้ ให้คุณสนใจอยากทำนะ ไม่ได้อยากชวนใครมาทำ ไม่ต้องคิดว่าผมจะมาหลอก ชวนคุณทำอะไรนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/my-freedom-life/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเข้าใจที่ไม่เคยได้เข้าใจ</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/never-know/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/never-know/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Aug 2007 13:41:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/?p=26</guid>
		<description><![CDATA[ผมเดินออกจากลิฟท์ เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก เท้าทั้งสองข้างพยายามเบี่ยงเบนพาร่างกายเดินตรงไปที่หน้าต่าง แทนที่จะเดินเข้าห้องทำงานเหมือนที่เคย วันนี้คืออีกวันในฤดูฝน ที่ผมต้องเสียใจกับเรื่องซ้ำซาก เรื่องซ้ำซากที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอย่างร้ายกาจ จนต่อมน้ำตาต้องออกแรงทำงานกันอีกครั้ง ฝนตกปอยๆ ผมยืนอยู่ริมหน้าต่างของตึกชั้นที่ 7 ลมจากภายนอกอาคารพัดหอบเอาฝนเม็ดน้อย เข้ามาไล้สองแก้ม ท่าทีเหมือนจะปาดน้ำตาบนหน้าใบเศร้าใบนี้ ผมคิดขอบคุณลมและเม็ดฝนอยู่ในใจ ถึงแม้มันจะไม่สามารถทำให้ผมตื่นจากความรู้สึกแย่ๆ ได้ก็ตาม อย่างน้อยมันก็ยังมีน้ำใจกว่าใครบางคน ที่คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับผลที่เกิดขึ้นกับผมครั้งนี้ ลมยังพัดหอบเม็ดฝนเข้ามาทางหน้าต่างอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับต่อมน้ำตาที่ทำงานสอดรับกับลมและฝนอย่างขยันขันแข็ง ความรู้สึกแย่ๆ ที่เป็นตัวบงการให้ต่อมน้ำตาต้องออกแรง มันไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชีวิตของผม แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่สามารถทำความคุ้นเคยกับมันได้สักที ความจริงก็คือ เรื่องบางเรื่องผมไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับมัน เพราะที่สุดแล้วมันไม่มีความเข้าใจให้ผมได้สบายใจเลย การพยายามวิ่งทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้นอกจากจะทำร้ายความรู้สึกตัวเอง ตลอดเวลาแล้ว ยังทำร้ายคนรอบข้างที่อยู่ในระยะทำการของความรู้สึกเราอีกด้วย เลิกทำความเข้าใจ เลิกมานั่งคิด นั่งถามว่า “ทำไม” “เพราะอะไร” เสียที ผมพูดกับความรู้สึกอ่อนล้าในใจ ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ริมหน้าต่างชั้น 7 แล้ว  ผมกำลังก้าวขึ้นบันไดไปที่ดาดฟ้า ประตูดาดฟ้าไม่ได้ปิดไว้อย่างสนิท ทำให้แสงที่ไม่สว่างนักในฤดูฝนผ่านช่องประตูเข้ามา ถึงไม่ได้เป็นแสงสว่างที่สวยเหมือนในฤดูอื่นๆ สำหรับผมตอนนี้มันก็ดูจะเป็นทางสว่างที่ดีที่สุด ผมเปิดประตูดาดฟ้าออกไปหาแสงสว่าง อากาศบนดาดฟ้าตึกขนาด 8 ชั้น ดีอย่างไม่ธรรมดาเลย รู้อย่างนี้ผมน่าจะก้าวออกมาเสียตั้งแต่ทีแรก ทนอยู่กับการทำความเข้าใจที่มันไม่เคยได้เข้าใจมาตั้งนาน ตอนนี้ฝนเริ่มพากันตกหนักขึ้น ดูเหมือนมันจะมาร่วมไว้อาลัยให้กับผม ที่ได้ตายจากความรู้สึกของใครบางคน…]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p lang="th">ผมเดินออกจากลิฟท์ เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก เท้าทั้งสองข้างพยายามเบี่ยงเบนพาร่างกายเดินตรงไปที่หน้าต่าง แทนที่จะเดินเข้าห้องทำงานเหมือนที่เคย วันนี้คืออีกวันในฤดูฝน ที่ผมต้องเสียใจกับเรื่องซ้ำซาก เรื่องซ้ำซากที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอย่างร้ายกาจ จนต่อมน้ำตาต้องออกแรงทำงานกันอีกครั้ง</p>
<p>ฝนตกปอยๆ ผมยืนอยู่ริมหน้าต่างของตึกชั้นที่ 7 ลมจากภายนอกอาคารพัดหอบเอาฝนเม็ดน้อย เข้ามาไล้สองแก้ม ท่าทีเหมือนจะปาดน้ำตาบนหน้าใบเศร้าใบนี้ ผมคิดขอบคุณลมและเม็ดฝนอยู่ในใจ ถึงแม้มันจะไม่สามารถทำให้ผมตื่นจากความรู้สึกแย่ๆ ได้ก็ตาม อย่างน้อยมันก็ยังมีน้ำใจกว่าใครบางคน ที่คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับผลที่เกิดขึ้นกับผมครั้งนี้</p>
<p><span id="more-26"></span></p>
<p lang="th">ลมยังพัดหอบเม็ดฝนเข้ามาทางหน้าต่างอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับต่อมน้ำตาที่ทำงานสอดรับกับลมและฝนอย่างขยันขันแข็ง ความรู้สึกแย่ๆ ที่เป็นตัวบงการให้ต่อมน้ำตาต้องออกแรง มันไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชีวิตของผม แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่สามารถทำความคุ้นเคยกับมันได้สักที</p>
<p>ความจริงก็คือ เรื่องบางเรื่องผมไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับมัน เพราะที่สุดแล้วมันไม่มีความเข้าใจให้ผมได้สบายใจเลย การพยายามวิ่งทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้นอกจากจะทำร้ายความรู้สึกตัวเอง ตลอดเวลาแล้ว ยังทำร้ายคนรอบข้างที่อยู่ในระยะทำการของความรู้สึกเราอีกด้วย</p>
<p>เลิกทำความเข้าใจ เลิกมานั่งคิด นั่งถามว่า “ทำไม” “เพราะอะไร” เสียที ผมพูดกับความรู้สึกอ่อนล้าในใจ ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ริมหน้าต่างชั้น 7 แล้ว  ผมกำลังก้าวขึ้นบันไดไปที่ดาดฟ้า ประตูดาดฟ้าไม่ได้ปิดไว้อย่างสนิท ทำให้แสงที่ไม่สว่างนักในฤดูฝนผ่านช่องประตูเข้ามา ถึงไม่ได้เป็นแสงสว่างที่สวยเหมือนในฤดูอื่นๆ สำหรับผมตอนนี้มันก็ดูจะเป็นทางสว่างที่ดีที่สุด ผมเปิดประตูดาดฟ้าออกไปหาแสงสว่าง อากาศบนดาดฟ้าตึกขนาด 8 ชั้น ดีอย่างไม่ธรรมดาเลย รู้อย่างนี้ผมน่าจะก้าวออกมาเสียตั้งแต่ทีแรก ทนอยู่กับการทำความเข้าใจที่มันไม่เคยได้เข้าใจมาตั้งนาน</p>
<p lang="th">ตอนนี้ฝนเริ่มพากันตกหนักขึ้น ดูเหมือนมันจะมาร่วมไว้อาลัยให้กับผม ที่ได้ตายจากความรู้สึกของใครบางคน…</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/never-know/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Out of Control</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/out-of-control/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/out-of-control/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Aug 2007 13:39:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวานได้ยินข่าวสะพานข้ามแม่น้ำถล่มในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา สาเหตุจากรายงานข่าวบอกว่าอาจเป็นเพราะความเก่าแก่ที่ใช้งานมาถึง 40 ปี ซึ่งเหตุเกิดช่วงชั่วโมงเร่งด่วน คาดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่า 9 ศพ เนื่องจากยังสูญหายอีก 20 คน และได้รับบาดเจ็บไปอีกประมาณ 60 คน ฟังแล้วชวนให้สยอง เรื่องที่ไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ น่าคิดไหมครับว่าทำไม เรื่องแค่นี้ มนุษย์เราไม่สามารถควบคุมไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ นับตั้งแต่การเริ่มต้นคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ คนเราก็ก้าวข้ามกำแพงชั้นแรกเข้าสู่การควบคุมธรรมชาติ เราสามารถควบคุมและสั่งการสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างที่ใจเราต้องการ มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับกำลังเทคโนโลยีที่เรามี เราสามารถพาตัวเองไปที่ไหนต่อไหนก็ได้โดยพาหนะในรูปแบบต่างๆ  เวลาที่เราขับรถเราก็สามารถควบคุมรถให้วิ่งเร็ว วิ่งช้า เบรค เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา  การได้มาซึ่งการควบคุมอะไรสักอย่าง บางครั้งอาจจะต้องใช้การลงทุนอันแสนแพง และอาจจะต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกในระยะหนึ่ง แต่สำหรับเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ ไม่ว่าเราจะใช้กำลังทุนและเวลาเท่าไหร่ก็ตาม คิดอะไรกันให้ยากบางครั้งเรื่องที่เราควบคุมมันได้อยู่ทุกวัน วันดีคืนร้ายเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ซะอย่างนั้น รถที่เราใช้เป็นประจำทุกวัน คุณเคยทะเลาะกับมันบ้างไหมล่ะ แล้วดูอย่างอุบัติเหตุสะพานถล่มที่บอกไป คนเราสร้างเอง ควบคุมเองแท้ๆ ใช่ไหม วันนี้เราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้เช่นกัน แล้วคุณคิดว่าชีวิตต่อๆ ไปเราจะต้องทำอย่างไร ในเมื่อความจริงแล้วคือ คนเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้อย่างแท้จริง เอาเรื่องใกล้ตัวเราที่สุดบ้างดีกว่า ตั้งแต่เราเกิดมาเราเคยนับไหมครับว่า อะไรที่เราคิดว่าเราควบคุมมันได้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราทุกที ลองยกตัวอย่างกันดู  หน้าที่การงาน วาสนา โชคชะตา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวานได้ยินข่าวสะพานข้ามแม่น้ำถล่มในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา สาเหตุจากรายงานข่าวบอกว่าอาจเป็นเพราะความเก่าแก่ที่ใช้งานมาถึง 40 ปี ซึ่งเหตุเกิดช่วงชั่วโมงเร่งด่วน คาดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่า 9 ศพ เนื่องจากยังสูญหายอีก 20 คน และได้รับบาดเจ็บไปอีกประมาณ 60 คน ฟังแล้วชวนให้สยอง เรื่องที่ไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ น่าคิดไหมครับว่าทำไม เรื่องแค่นี้ มนุษย์เราไม่สามารถควบคุมไม่ให้มันเกิดขึ้นได้</p>
<p>นับตั้งแต่การเริ่มต้นคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ คนเราก็ก้าวข้ามกำแพงชั้นแรกเข้าสู่การควบคุมธรรมชาติ เราสามารถควบคุมและสั่งการสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างที่ใจเราต้องการ มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับกำลังเทคโนโลยีที่เรามี เราสามารถพาตัวเองไปที่ไหนต่อไหนก็ได้โดยพาหนะในรูปแบบต่างๆ  เวลาที่เราขับรถเราก็สามารถควบคุมรถให้วิ่งเร็ว วิ่งช้า เบรค เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา  การได้มาซึ่งการควบคุมอะไรสักอย่าง บางครั้งอาจจะต้องใช้การลงทุนอันแสนแพง และอาจจะต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกในระยะหนึ่ง แต่สำหรับเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ ไม่ว่าเราจะใช้กำลังทุนและเวลาเท่าไหร่ก็ตาม</p>
<p><span id="more-24"></span></p>
<p lang="th">คิดอะไรกันให้ยากบางครั้งเรื่องที่เราควบคุมมันได้อยู่ทุกวัน วันดีคืนร้ายเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ซะอย่างนั้น รถที่เราใช้เป็นประจำทุกวัน คุณเคยทะเลาะกับมันบ้างไหมล่ะ แล้วดูอย่างอุบัติเหตุสะพานถล่มที่บอกไป คนเราสร้างเอง ควบคุมเองแท้ๆ ใช่ไหม วันนี้เราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้เช่นกัน แล้วคุณคิดว่าชีวิตต่อๆ ไปเราจะต้องทำอย่างไร</p>
<p lang="th">ในเมื่อความจริงแล้วคือ คนเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้อย่างแท้จริง</p>
<p>เอาเรื่องใกล้ตัวเราที่สุดบ้างดีกว่า ตั้งแต่เราเกิดมาเราเคยนับไหมครับว่า อะไรที่เราคิดว่าเราควบคุมมันได้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราทุกที ลองยกตัวอย่างกันดู  หน้าที่การงาน วาสนา โชคชะตา และความรัก เราเคยผิดหวังกับเรื่องพวกนี้กันทุกคนแหละครับ ครั้งหนึ่งผมเคยควบคุมชีวิตตัวเองให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ตัวเองตั้งเอาไว้ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่เมื่อปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเกิดควบคุมไม่ได้ขึ้นมา ผลกระทบมันเลยเกิดขึ้นทั้งระบบ ผลคือ ผมไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองในช่วงนั้นได้ โชคยังดีที่ยังกลับเข้าสู่ระบบได้ทันการณ์ ผมเลยคิดว่าไอ้แค่เรื่องของตัวเราเอง ยังควบคุมได้ยากลำบากซะขนาดนี้ การที่คนเราจะไปควบคุมธรรมชาติต่างๆ ได้ 100% นี่คงยังอีกไกล ตอนนี้ก็ต้องเสี่ยงเอาว่ามันจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเมื่อไหร่เท่า นั้น</p>
<p>จริงๆ ที่เราสามารถควบคุมได้ก็มีเพียงตัวของเราเอง บางครั้ง บางทีเรายังควบคุมการกระทำบางอย่างของตัวเองไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับการที่จะไปควบคุมสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวให้เป็นไปอย่างที่เราคิด เราต้องการ เรื่องง่ายๆ ที่ดูยากๆ ก็คือ จัดการตัวเราเองให้ได้ ตัวเราเองนี่แหละจัดการตัวเราเอง ความคิดเราเอง ควบคุมมันให้ดี ถ้าเราควบคุมได้ เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจ ผิดหวัง กับอะไรต่างๆ รอบตัวที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ ใช่ครับผมกำลังให้เรา “ปลง” นั่นเอง</p>
<p>เหนื่อยไหมล่ะครับเวลาที่เราต้องออกแรงควบคุมอะไรสักอย่างให้ได้อย่างที่ เราต้องการ แล้วคุณแน่ใจเหรอว่าคุณควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้จริงๆ บางทีคุณและผมอาจจะกำลังหลอกตัวเองอยู่ก็ได้….</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/out-of-control/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Love is the source of life</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/love-is-the-source-of-life/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/love-is-the-source-of-life/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jul 2007 13:38:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[เขียนต่อตอนกลางวัน เค้าว่ากันว่ามีลูกหนึ่งคนจะจนไปสิบแปดปี….โห ก็น่าจะจริงนะ ไหนจะค่าเลี้ยงดูต่างๆ ค่านม ค่าผ้าอ้อม โตมาอีกหน่อยถ้าเป็นลูกผู้หญิงเหมือนผมคงหนีไม่พ้นค่าแฟชั่นต่างๆ เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ โทรศัพท์มือถือ และอีกเพียบ แค่คิดต่อมหาเงินก็เริ่มรวนแล้ว เดิมทีสมัยที่ผมเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ผมเป็นคนที่อยากมีลูกมากๆ อาจจะเป็นเพราะว่าครอบครัวผมอบอุ่นมาก หรือเรียกได้ว่ามากที่สุด ซึ่งส่งผลให้ผมเป็นคนรักครอบครัว เมื่อแต่งงานมีครอบครัวเข้าจริงๆ ก็อยากจะมีสมาชิกตัวน้อยๆ เลย จะได้เป็นครอบครัวจริงๆ ซะที และแล้ววันหนึ่งครอบครัวผมก็สมบูรณ์ วันนั้นคำว่าพ่อคนได้เข้ามาเคาะประตูบ้านเบาๆ และบอกกับเราสองคน ผมกับแฟน ผ่านกระดาษลิตมัสที่เค้าใช้ตรวจการตั้งครรภ์ ว่าอีกไม่น่าจะเกินเก้าเดือน เราจะมีลูกแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุในขณะนั้น 27 ปี ที่ชีวิตมีแต่เรื่องดีๆ จะมีเรื่องไหนที่จะทำให้ดีใจได้เท่านี้ ชนิดที่ว่าความปิคิ ยินดี ไหลอาบเต็มสี่ห้องของหัวใจ วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าผมตัวใหญ่แค่ไหน เหมือนไฟทุกดวงส่องมาที่ผมเพียงคนเดียว สิ่งที่ยากอย่างเดียวในตอนนั้นคือ ผมจะกดโทรศัพท์บอกใครก่อนดี โทรหาคุณพ่อ หรือโทรหาคุณแม่ก่อน … ผมไม่รู้ว่าจะบอกเล่าถึงความรู้สึกตอนที่เค้าเกิดได้อย่างไร ตอนที่เค้าจ้องหน้าผมครั้งแรกในชีวิต อาจจะบอกความรู้สึกผ่านสมการทางคณิตศาสตร์ได้ตามสูตรนี้ ความรู้สึกตอนรู้ว่าตั้งครรภ์ x 10,000,000 = ความรู้สึกตอนที่เค้าเกิด ผมไม่คิดว่าเรื่องที่ว่า ความรักทำให้คนตาบอด จะใช้ได้กับความรักระหว่างพ่อกับลูกได้ วันนั้นน้ำตาผมมาจากไหนไม่ทราบ หรือถุงน้ำดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p lang="th">เขียนต่อตอนกลางวัน</p>
<p>เค้าว่ากันว่ามีลูกหนึ่งคนจะจนไปสิบแปดปี….โห</p>
<p lang="th">ก็น่าจะจริงนะ ไหนจะค่าเลี้ยงดูต่างๆ ค่านม ค่าผ้าอ้อม โตมาอีกหน่อยถ้าเป็นลูกผู้หญิงเหมือนผมคงหนีไม่พ้นค่าแฟชั่นต่างๆ เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ โทรศัพท์มือถือ และอีกเพียบ แค่คิดต่อมหาเงินก็เริ่มรวนแล้ว</p>
<p>เดิมทีสมัยที่ผมเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ผมเป็นคนที่อยากมีลูกมากๆ อาจจะเป็นเพราะว่าครอบครัวผมอบอุ่นมาก หรือเรียกได้ว่ามากที่สุด ซึ่งส่งผลให้ผมเป็นคนรักครอบครัว เมื่อแต่งงานมีครอบครัวเข้าจริงๆ ก็อยากจะมีสมาชิกตัวน้อยๆ เลย จะได้เป็นครอบครัวจริงๆ ซะที และแล้ววันหนึ่งครอบครัวผมก็สมบูรณ์ วันนั้นคำว่าพ่อคนได้เข้ามาเคาะประตูบ้านเบาๆ และบอกกับเราสองคน ผมกับแฟน ผ่านกระดาษลิตมัสที่เค้าใช้ตรวจการตั้งครรภ์ ว่าอีกไม่น่าจะเกินเก้าเดือน เราจะมีลูกแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุในขณะนั้น 27 ปี ที่ชีวิตมีแต่เรื่องดีๆ จะมีเรื่องไหนที่จะทำให้ดีใจได้เท่านี้ ชนิดที่ว่าความปิคิ ยินดี ไหลอาบเต็มสี่ห้องของหัวใจ วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าผมตัวใหญ่แค่ไหน เหมือนไฟทุกดวงส่องมาที่ผมเพียงคนเดียว สิ่งที่ยากอย่างเดียวในตอนนั้นคือ ผมจะกดโทรศัพท์บอกใครก่อนดี โทรหาคุณพ่อ หรือโทรหาคุณแม่ก่อน …</p>
<p><span id="more-22"></span></p>
<p lang="th">ผมไม่รู้ว่าจะบอกเล่าถึงความรู้สึกตอนที่เค้าเกิดได้อย่างไร ตอนที่เค้าจ้องหน้าผมครั้งแรกในชีวิต อาจจะบอกความรู้สึกผ่านสมการทางคณิตศาสตร์ได้ตามสูตรนี้</p>
<p>ความรู้สึกตอนรู้ว่าตั้งครรภ์ x 10,000,000 = ความรู้สึกตอนที่เค้าเกิด</p>
<p lang="th">ผมไม่คิดว่าเรื่องที่ว่า ความรักทำให้คนตาบอด จะใช้ได้กับความรักระหว่างพ่อกับลูกได้ วันนั้นน้ำตาผมมาจากไหนไม่ทราบ หรือถุงน้ำดี ตับ ม้าม ช่วยต่อมน้ำตาผลิตน้ำตากันก็ไม่รู้ ผมมีน้ำตาไหลอยู่ตลอด จนแสบตา แทบจะมองอะไรไม่เห็น ถ้ามันเป็นน้ำตาที่เกิดจากความสุขที่มี แสดงว่าปริมาณความสุขมันมากจนล้นเลยสินะ</p>
<p>เพราะแบบนี้ไงครับผมถึงยอมแลกกับที่เค้าว่า “มีลูกหนึ่งคนจะจนไปสิบแปดปี” ผมแลกด้วย “มีลูกหนึ่งคนร่ำรวยความสุขไปจนตาย” ผมไม่เถียงหรอกครับว่าภาระการดูแลลูกนั้นมันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง ทั้งเรื่อง ของเงิน และเรื่องของเวลา ยอมรับครับว่าเหนื่อย ทั้งกายและใจจริงๆ  แต่เวลาที่คิดถึงเค้า ได้เห็นรูปเค้า พัฒนาการต่างๆ มันทำให้ผมหยัดยืนอยู่ทุกวันนี้ไงครับ ความรักของจอมขวัญเหมือนกับเป็นวัตถุดิบที่ทำให้ผมมีพลังที่จะจัดการสิ่ง ต่างๆในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ให้ดีที่สุด สำหรับเค้า</p>
<p>วันที่ 1 สิงหาคม ผมต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตอีกแล้ว ดูผิวเผินอาจจะเหมือนก้าวถอยหลัง แต่จริงๆ แล้ว ในความคิดผม มันก็ไม่เลวร้ายหรอก ถ้าจะถอยหลังไปยืนอยู่ตรงที่มันมั่นคงน่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/love-is-the-source-of-life/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Happy is all around</title>
		<link>http://weloveblog.com/my-life/happy-is-all-around/</link>
		<comments>http://weloveblog.com/my-life/happy-is-all-around/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jul 2007 13:00:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>tomz</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Life]]></category>
		<category><![CDATA[happy]]></category>
		<category><![CDATA[life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://weloveblog.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[เชื่อไหมครับว่าความสุข เราสามารถแบ่งปันกันได้ ผมเชื่อนะ แล้วก็เชื่อมานานแล้วด้วย… ความสุข เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดที่แสดงถึงความรู้สึกดีๆ แต่บางครั้ง ความสุข ก็ไปอยู่ผิดที่ ผิดทางกลายเป็น ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น หรือความสุขชั่ววูบ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ความสุขก็ยังเป็นความที่คนทุกคนต้องการ แล้วจะทำอย่างไรเราถึงจะได้ความสุขชิ้นโตมาครอบครองกันหละ จริงๆ แล้วเราทุกคนรู้ดีว่า ความสุข นั้นมันก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี่แหละ ผมรู้ และคุณก็รู้ อยู่ที่เราเองว่าเราจะจัดการกับสิ่งรอบตัวอย่างไรให้ได้รับความสุข ไม่ยากหรอกครับถ้าอยากมีความสุข แต่ถ้ามันเกิดยากขึ้นมา ก็ตัวเราเองนี่แหละที่มักจะทำให้มันยากกันไปเอง ยกตัวอย่างเรื่องที่ทำให้ผมมีความสุขเรื่องหนึ่ง เรื่องเล็กๆ ครับคุณรู้ไหมว่า มาม่าคัพ ถ้วยหนึ่งเนี้ยทำให้คนในครอบครัวผมสองคนมีความสุขได้ แม่ผมแลกซื้อมาด้วยเงินเพียง 9 บาท (จากราคาเต็ม 12 บาท) แม่ผมมีความสุขมากที่ประหยัดเงินไปถึง 3 บาท ปลาบปลื้มกันไป และตอนที่ผมกำลังพิมพ์เรื่องนี้อยู่ ผมก็เปิดฝากดน้ำร้อนใส่ รอให้ได้ที่ แล้วละเลียดอย่างเมามันส์ เพราะผมกำลังหิว ง่ายไหมครับ ความสุขจากเงิน 9 บาท จากมาม่าคัพ หนึ่งถ้วย เรื่องเล็กๆ แบบนี้ ความสุขเล็กๆ อย่าไปมองข้ามมันนะครับ คุณเคยอยากได้โทรศัพท์มือถือใหม่ไหมครับ ผมนี่ตัวดีเลยหละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อไหมครับว่าความสุข เราสามารถแบ่งปันกันได้ ผมเชื่อนะ แล้วก็เชื่อมานานแล้วด้วย…</p>
<p>ความสุข  เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดที่แสดงถึงความรู้สึกดีๆ  แต่บางครั้ง ความสุข ก็ไปอยู่ผิดที่ ผิดทางกลายเป็น  ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น หรือความสุขชั่ววูบ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด  ความสุขก็ยังเป็นความที่คนทุกคนต้องการ  แล้วจะทำอย่างไรเราถึงจะได้ความสุขชิ้นโตมาครอบครองกันหละ</p>
<p>จริงๆ แล้วเราทุกคนรู้ดีว่า ความสุข นั้นมันก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี่แหละ  ผมรู้ และคุณก็รู้  อยู่ที่เราเองว่าเราจะจัดการกับสิ่งรอบตัวอย่างไรให้ได้รับความสุข  ไม่ยากหรอกครับถ้าอยากมีความสุข แต่ถ้ามันเกิดยากขึ้นมา  ก็ตัวเราเองนี่แหละที่มักจะทำให้มันยากกันไปเอง  ยกตัวอย่างเรื่องที่ทำให้ผมมีความสุขเรื่องหนึ่ง เรื่องเล็กๆ  ครับคุณรู้ไหมว่า มาม่าคัพ  ถ้วยหนึ่งเนี้ยทำให้คนในครอบครัวผมสองคนมีความสุขได้  แม่ผมแลกซื้อมาด้วยเงินเพียง 9 บาท (จากราคาเต็ม 12 บาท)  แม่ผมมีความสุขมากที่ประหยัดเงินไปถึง 3  บาท ปลาบปลื้มกันไป และตอนที่ผมกำลังพิมพ์เรื่องนี้อยู่  ผมก็เปิดฝากดน้ำร้อนใส่ รอให้ได้ที่  แล้วละเลียดอย่างเมามันส์ เพราะผมกำลังหิว ง่ายไหมครับ ความสุขจากเงิน 9  บาท จากมาม่าคัพ หนึ่งถ้วย เรื่องเล็กๆ แบบนี้ ความสุขเล็กๆ  อย่าไปมองข้ามมันนะครับ</p>
<p><span id="more-71"></span></p>
<p>คุณเคยอยากได้โทรศัพท์มือถือใหม่ไหมครับ ผมนี่ตัวดีเลยหละ เบื่ออันเก่า  อยากได้อันใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ เจ๋งๆ  เคยไหมครับที่ดิ้นรนซื้อมาสนองตัณหาของตัวเองได้  แต่ต้องลำบากไปอีกหลายเดือนเลย สำหรับคนกระเป๋าหนักไม่ว่ากันครับ  คุณคงไม่รู้สึกหรอก แต่สำหรับคนกระเป๋าไม่แน่นอนอย่างผมลำบากแน่ๆ  ความสุขจากมือถือมีระยะเห่ออยู่ได้แค่ประมาณ 1-3 เดือนแรกเท่านั้นเอง  หลังจากนั้นมันคือโทรศัพท์เก่า ที่เราเฉยๆ ความสุขตรงนี้หมดแล้ว  เหลือแต่ความทุกข์กับค่างวดที่เหลือ…  แบบนี้ผมเรียกว่าความสุขชั่ววูบเห็นด้วยไหมครับ แล้วถ้าผมไม่ซื้อใหม่ล่ะ  ผมไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน  ผมอาจจะไม่ได้รับความสุขจากมือถือใหม่แต่ก็ ไม่ต้องมีความทุกข์จากเงินที่หายไป</p>
<p>ความเห็นผมเองนะครับ ใครไม่เห็นด้วยก็คงไม่ผิดอะไร  ผมอยากจะให้เรามองสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราอีกนิด คนที่อยู่ข้างๆ เราด้วย  ทุกวันนี้ที่เราไล่กวาดสายตาที่มีวิสัยทัศน์อันเยี่ยมยอดของตัวเราเอง  ออกไปเสาะหาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน เงินทอง  ที่จะมาบันดาลความสุขให้กับตัวเอง  เคยถามตัวเองกันไหมครับว่าหาได้เท่าไหร่ถึงจะพอ  ลองกลับมามองความสุขที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเราก่อนดีไหม ความสุขง่ายๆ  ที่เริ่มจากความคิดของเราเอง ดีไหมครับถ้าเราสามารถมีความสุขได้ทุกๆ วัน</p>
<blockquote><p>เมื่อเราแสวงหา เราจะตกเป็นทาสของเป้าหมาย ใจที่เป็นอิสระเท่านั้น จึงจะพบคำตอบที่แท้จริง</p></blockquote>
<p>ตอนนี้ผมมีเป้าหมายที่เหมาะกับผมแล้ว ก้าวต่อไปของผม  ผมจะก้าวไปพร้อมกับความสุขที่ผมเคยมองข้ามไป  วันนี้ผมมีความสุขได้ทุกวันครับ อย่าลืมหยิบเอาความสุขเล็กๆ รอบๆ  ตัวคุณวันนี้ ไปเป็นพลังที่จะทำให้เกิดความสุขใหญ่ๆ ต่อไปนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://weloveblog.com/my-life/happy-is-all-around/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

